เที่ยว

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ระบบรถยนต์ไฮบริด

         
       ในรถยนต์ไฮบริดมีอุปกรณ์หลักๆ ที่เพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากรถยนต์ปกติก็คือ มอเตอร์ไฟฟ้าใหญ่ๆ กับแบตเตอรี่ใหญ่ๆ และสำหรับหลักการทำงานก็คือ การใช้มอร์เตอร์ไฟฟ้ามาช่วยหมุนล้อด้วย นอกเหนือจากการทำงานของเครื่องยนต์โดยปกติ แต่การพัฒนาระบบไฮบริดก็มีหลายลักษณะโดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะหลักๆ คือ ระบบไฮบริดแบบเสริม กับแบบเต็มระบบ

แบบเสริม
      เนื่องจากการวิจัยพบว่า การใช้งานรถยนต์ตามปกตินั้น ช่วงเวลาที่รถยนต์จะกินน้ำมันมากที่สุดก็คือ ช่วงที่ต้องออกตัว ช่วงที่เร่งความเร็ว และช่วงที่ขึ้นทางลาดชัน ดังนั้นระบบไฮบริดแบบเสริมจึงถูกออกแบบมา เพื่อการเหล่านี้เท่านั้น โดยการใช้มอร์เตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยขับเคลื่อนล้อในบางโอกาส เพื่อแบ่งเบาภาระของเครื่องยนต์เท่านั้น ซึ่งก็เป็นการประหยัดไปได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นในระบบนี้ เครื่องยนต์ก็ยังคงต้อง ทำงานอยู่ตลอดเวลาเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องออกแรงมากเท่าเดิมเท่านั้นเอง

แบบเต็ม
     สำหรับไฮบริดแบบเต็มระบบนั้น การทำงานของมอร์เตอร์ไฟฟ้า จะทำงานเป็นอิสระกับเครื่องยนต์ รถยนต์อาจถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์อย่างเดียว ไฟฟ้าอย่างเดียว หรือทั้งสองอย่างพร้อมกันไปก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราขึ้นรถบิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ รถจะเช็คตัวเองก่อนว่ามีแบตพอไหม๊ ถ้าพอ การบิดกุญแจก็จะเป็นเหมือนการเปิดสวิทช์เท่านั้น แล้วก็เหยียบคันเร่งหมุนล้อ ด้วยมอร์เตอร์ไฟฟ้าได้เลย แต่ถ้าไม่พอ มันก็จะไปติดเครื่องยนต์ตามปกติแล้วก็อาศัยกำลังเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนล้อ

และในขณะที่ใช้เครื่องยนต์วิ่ง แบตเตอรี่ก็ถูกชาร์จไปด้วยและเมื่อแบตเต็ม รถก็สามารถนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้เสริมพลังปกติได้ด้วย เช่น ตอนเร่งแซงหรือออกตัว หรือในบางครั้งก็ปรับกลับมาใช้ไฟฟ้าอย่าง เดียวได้เมื่อหยุดติดไฟแดงหรือวิ่งแบบรถติดๆ ในกรุงเทพฯ และขณะที่ผู้ขับเริ่มแตะเบรคมอร์เตอร์ขับจะเปลี่ยนหน้าที่จากตัวขับเป็นตัวปั่นไฟอีกตัว ปั่นไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ก็ได้อีกทาง แถมช่วยเบรคได้ อีกต่างหาก

รถยนต์ในอนาคต

ภิวัตกรรม การประดิษฐ์สิทธิบัตรใหม่ รถยนต์ สะเทินน้ำ สะเทินบก

เครื่องบินรบของไทย

ถนนลาดยาง



ถนนลาดยาง (อังกฤษ: Pavement) เป็นถนนที่สร้างขึ้นมาจากยางมะตอยชนิดแอสฟัลต์คอนกรีต พื้นผิวลาดยางนิยมใช้ในถนนทั่วไปรวมถึงลานที่จอดรถและสนามบินเนื่องจาก ค่าก่อสร้างที่ถูกกว่าถนนคอนกรีตหลายเท่าตัว ในขณะเดียวกันอายุการใช้งานก็น้อยกว่าเช่นกัน โดยเมื่อใช้ไประยะหนึ่งจำเป็นต้องมีการปรับปรุงผิวหน้าถนน โดยทำการเทยางมะตอยเพิ่มเพื่อให้ผิวหน้าถนนได้ระดับ ในขณะเดียวกันถนนคอนกรีตหลายแห่งได้มีการปรับปรุงผิวถนน โดยการเปลี่ยนเป็นถนนลาดยางแทนที่เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงน้อยกว่า
ลักษณะของถนนลาดยางแตกต่างกับถนนคอนกรีต จะมีสีเข้มเนื่องจากสีของยางมะตอย และบริเวณตลอดความยาวถนน จะไม่มีรอยต่อระหว่างช่วงซึ่งถนนคอนกรีตใช้ในการรับการขยายและหดตัวของผิวหน้า

สะพานพระพุทธยอดฟ้า



สะพานพระพุทธยอดฟ้า เป็นสะพานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี พ.ศ. 2472 เนื่องในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานครครบ 150 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ด้วยพระราชดำริที่จะสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ถึงความรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร โดยมีพระราชดำริว่าควรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมจังหวัดพระนครกับธนบุรีเข้าด้วยกัน เพื่อให้การคมนาคมติดต่อสะดวก ทั้งยังเป็นการขยายพระนครอีกด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้คิดแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นประกอบกันเป็นปฐมบรมราชานุสรณ์ที่ปลายถนนตรีเพชร ถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 2 ถัดจากสะพานพระราม 6 ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6
โครงการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และสะพานได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ (ต่อมาเป็นกรมพระยา) อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ซึ่งทรงอำนวยการแผนกศิลปกรรมคิดแบบอย่างเป็นพระบรมรูปทรงเครื่องขัตติยาภรณ์เสด็จประทับเหนือพระราชบัลลังก์และหล่อด้วยทองสำริด ขนาดสูงตั้งแต่ฐานถึงยอด 4.60 เมตร ฐานกว้าง 2.30 เมตร ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (ต่อมาคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน) เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ทรงเป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยได้เลือกแบบของบริษัทดอรแมนลอง ประเทศอังกฤษ และสร้างเป็นสะพานเหล็กยาว 229.76 เมตร กว้าง 16.68 เมตร ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 7.50 เมตร และอาจยกตอนกลางขึ้นด้วยแรงไฟฟ้า เปิดช่องกว้าง 60 เมตรเพื่อให้เรือใหญ่ผ่านได้สะดวก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสะพานว่า สะพานพระพุทธยอดฟ้า
รัฐบาลได้ประมาณการงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ไว้เป็นจำนวน 4,000,000 บาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง รัฐบาลส่วนหนึ่ง ส่วนอีกจำนวนหนึ่งนั้นทรงพระราชดำริว่าควรบอกบุญเรี่ยไรประชาชน เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475

สะพานกรุงเทพ



        
       สะพานกรุงเทพ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างบริเวณสี่แยกถนนตก เขตบางคอแหลม กับบริเวณสี่แยกบุคคโล เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 2 รองจากสะพานพระพุทธยอดฟ้า สามารถปิด-เปิด ให้เรือรบเข้าออก และเป็นเส้นทางจราจรเพื่อให้รถข้ามผ่าน
รูปแบบการก่อสร้างเป็นแบบคอนกรีตอัดแรง โดยวิธีการอิสระซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย มีช่องทางจราจร 4 ช่อง ความยาวสะพาน 350.80 เมตร ช่วงกลางน้ำยาว 226 เมตร เปิดใช้งาน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2502
ในตอนนี้ยังคงเปิด-ปิด เพื่อให้เรือสินค้าแล่นผ่านอยู่ตลอด ทำให้จำเป็นต้องปิดเส้นทางจราจร สถาพการจราจรบนเส้นทางนี้จึงติดขัดเป็นอย่างมาก ประกอบกับตัวสะพานมีอายุการใช้งานที่เก่าแก่มาก จึงมีการสร้าง สะพานพระราม 3 ที่มีความสูงมากขึ้นเพื่อให้เรือสินค้าผ่านไปได้ และช่วยขยายสภาพการจราจร

สะพานพระราม 8



สะพานพระราม 8 มีความยาวรวม 475 เมตร สูงเท่าสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และความลาดชันไม่เกิน 3% เป็นสะพานหลักช่วงข้ามแม่น้ำ 300 เมตร สะพานยึดช่วงบนบก 100 เมตร และสะพานช่วงโครงสร้างยึดเสา 75 เมตรมีรูปแบบโดดเด่นสวยงามเพราะได้ออกแบบเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตรซึ่งหมายความว่ามีเสาสะพานหลักเสาเดียวบนฝั่งธนบุรี และมีเสารับน้ำหนัก 1 ต้นบนฝั่งพระนคร จึงไม่มีเสารับน้ำหนักตั้งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ไม่มีปัญหาต่อการสัญจรทางน้ำ ช่วยป้องกันน้ำท่วมและระบบนิเวศวิทยาในน้ำ รวมทั้งไม่กระทบต่อการจัดตั้งกระบวนพยุหยาตราชลมารค
การรับน้ำหนักของสะพาน ได้ติดตั้งสายเคเบิลระนาบคู่ 28 คู่ขึงยึดพื้นช่วงข้ามแม่น้ำ และใช้สายเคเบิลระนาบเดี่ยว 28 เส้น ขึงยึดรั้งกับโครงสร้างยึดเสาสะพานบนฝั่งธนบุรี เคเบิลแต่ละเส้นประกอบด้วยสลิงตั้งแต่ 11-65 เส้น เมื่อเกิดปัญหากับเคเบิล สามารถขึงหรือหย่อนได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องปิดการจราจรเหมือนสะพานพระราม 9 เนื่องจากเคเบิลแต่ละเส้นใช้สลิง ภายในซึ่งเป็นขดลวดใหญ่ทำให้ดูแลบำรุงรักษาและซ่อมแซมยากกว่า อีกทั้งสายเคเบิลของสะพานพระราม 8 ยังมีสีเหลืองทอง สีประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อสะท้อนแสงจะส่องประกายสวยงาม โดยเฉพาะยามค่ำคืน
ด้านมาตรฐานความปลอดภัยได้ทดสอบแรงดึงในลวดสลิง 1 ล้านครั้ง โดยใช้แรงดึงปกติ 10 ตัน ไม่มีปัญหา และต้องใช้แรงดึงถึง 27 ตัน ลวดสลิงถึงขาดแต่ก็แค่ 1% เท่านั้น นอกจากนี้ได้มีการทดสอบแรงลม แรงสั่นสะเทือน ทิศทางลม รวมทั้งติดตั้งเครื่องวัดไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น
สะพานพระราม 8 เป็นสะพานขึงแบบอสมมาตรที่ติดอันดับ 5 ของโลก รองจากประเทศเยอรมนีซึ่งติดอันดับถึง 3 สะพาน และประเทศเนปาล โดยนับจากความยาวช่วงของสะพานส่วนสะพานพระราม 9 ซึ่งเป็นสะพานขึงตัวแรกแต่เป็นแบบสมมาตร เพราะมี 2 เสา ถือว่าอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก โดยนับความยาวช่วงของสะพานได้ 450 เมตร
ความโดดเด่นสวยงาม ที่เกิดขึ้น ผสมผสานไปด้วยศิลปะแบบไทย ๆ จากแนวคิดในการสร้างเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติในหลวงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8กรุงเทพมหานครจึงได้อัญเชิญ "พระราชลัญจกร" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ มาเป็นต้นแบบในการออกแบบทางสถาปัตยกรรม
การออกแบบกำหนดทิศทางของสะพานและพระบรมราชานุสรณ์ ได้ออกแบบให้ประจวบเหมาะสัมพันธ์กับธรรมชาติวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ในวันที่ ๒๑/๒๒ ธันวาคม ของทุกปี โดยในเวลาเช้ามืดดวงอาทิตย์โผล่เด่นพ้นขอบฟ้าขึ้นตรงเส้นกลางถนนบนสะพานด้านทิศตะวันออก และ ขึ้นตรงหน้าพระบรมราชานุสรณ์ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง เสมือนเป็นมาตรที่บ่งบอกทิศทางการโคจรเป็นวงรี วกกลับของดวงอาทิตย์เมื่อเทียบในระนาบ๒ มิติตามวิถีคิดในอดีตกาล
ส่วนประกอบต่าง ๆ ของสะพานเน้นความโปร่งบาง เรียบง่าย และสวยงาม วัสดุที่ใช้ในโครงสร้างของสะพานเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น ในส่วนสะพานเสาสูงรูปตัว Y คว่ำ เป็นเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ทำหน้าที่หิ้วส่วนโครงสร้างสำคัญอื่น ๆ ของสะพาน ซึ่งมองเห็นได้ในระยะไกล ๆ ได้ออกแบบโดยใช้เค้าโครงมโนภาพของเรือนแก้ว
ราวกันตก ซึ่งทำจากโลหะออกแบบเป็นลวดลายที่วิจิตรและอ่อนช้อย จำลองมาจากดอกบัวและกลีบบัวเสาโครงสร้างใต้แผ่นพื้นตกแต่งด้วยลวดลาย ที่จำลองจากดอกบัวใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีคุณสมบัติช่วยสะท้อนแสงลงสู่ผิวจราจรใต้ทางยกระดับ ช่วยเพิ่มความสว่างบริเวณใต้ทางยกระดับและประหยัดไฟฟ้าในเวลากลางคืน
สิ่งพิเศษสุดของสะพานพระราม 8 ที่สะพานอื่นในกรุงเทพมหานครยังไม่มีก็คือ ที่ปลายยอดเสาสูงของตัวสะพานจะมีจุดชมทิวทัศน์ ซึ่งมีโครงสร้างโลหะกรุกระจกลักษณะคล้ายดอกบัว สูงจากพื้นดินถึง 165 เมตร หรือสูงเท่าตึก 60 ชั้น พื้นที่ 35 ตารางเมตร จุคนได้ครั้งละเกือบ 50 คนซึ่งจะเปิดให้บริการกับประชาชนทั่วไปด้วยแต่การก่อสร้างส่วนนี้จะแล้วเสร็จภายหลังพร้อม ๆ กับลิฟต์ของคนพิการซึ่งอยู่หัวมุม 2 ฝั่งแม่น้ำ ประมาณเดือนกันยายน เนื่องจากโครงสร้างเสาสูงเป็น แบบตัว Y คว่ำการขึ้นลงจุดชมทิวทัศน์จึงต้องติดตั้งลิฟต์ทั้งในแนวเฉียงและแนวดิ่ง โดยเป็นแนวเฉียงจากพื้นดิน 80 เมตรก่อน จากนั้นจึงเป็นแนวดิ่งอีก 155 เมตร แต่บรรทุกได้เที่ยวละประมาณ 5 คน ใช้เวลาขึ้น-ลง 2-3 นาที นอกจากนี้ยังมีลิฟต์ธรรมดาอยู่คนละด้านเพื่อใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ในการดูแลและตรวจตราสะพาน

สะพานพระราม 9

    
       เนื่องจากสายทางด่วนเฉลิมมหานคร สายดาวคะนอง-ท่าเรือ ส่วนหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บริเวณวัดไทร ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำมีขนาดค่อนข้างกว้าง (ประมาณ 500 เมตร) และสองฝั่งแม่น้ำจะมีโกดังเก็บสินค้า ช่วงกลางแม่น้ำจะเป็นทุ่นจอดเรือเดินทะเลขนาดใหญ่รับ-ส่ง สินค้า ซึ่งกรมเจ้าท่าได้กำหนดว่าถ้าจะสร้าง สะพานข้ามแม่น้ำบริเวณดังกล่าวจะต้องมีตอม่ออยู่ในแม่น้ำลึกไม่เกิน 2.00 เมตร วัดจากระดับน้ำต่ำสุด (-1.73 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง "รทก") และ ท้องสะพานจะต้องสูงกว่าระดับสูงสุด (+2.17 "รทก") ไม่ต่ำกว่า 41.00 เมตร บริษัท Peter Fraenkel International Ing. Dr. Ing. Hellmut Homberg ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา และบริษัทออกแบบ ได้ออกแบบสะพานโดยมีตัวสะพานยาว 782 เมตร มีช่วงกลาง (Main Span) ยาว 450 เมตร ตัวสะพานมีความกว้าง 31-33 เมตร มีสายเคเบิลขึงเป็นแบบระนาบเดี่ยว (Single Plane) จำนวนฝั่งละ 17 คู่ มีเสาตอม่อฝั่งละ 4 ต้น แต่ละต้นจะสูง 35-40 เมตร เสาขึงเคเบิล (Pylon) ตั้งอยู่บนตอม่อริมน้ำสูง 87 เมตร ความลาดของสะพาน (Gradient) สูงสุด 5 เปอร์เซ็นต์ และเอียงออกด้านข้าง (Grossfall) 2.5 เปอร์เซ็นต์ ท้องสะพานสูงจากระดับน้ำสูงสุด 41 เมตร ทั้งสองข้างของตัวสะพานจะมีเชิงลาด (Bridge Approaches) ยาว 650 เมตร สำหรับฝั่งพระนคร และ 630 เมตร สำหรับฝั่งธนบุรี การออกแบบเชิงลาดของสะพานเป็นรูป Double T เป็นคอนกรีตอัดแรงมีความยาวช่วงละ 50 เมตร กว้าง 15 เมตร 2 เส้นทางคู่กัน

สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม



สะพานภูมิพล  หรือชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม (Mega Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับถนนวงแหวนอุตสาหกรรม เชื่อมระหว่างถนนพระรามที่ 3 ถนนสุขสวัสดิ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย และถนนกาญจนาภิเษก ลักษณะเป็นสะพานขึงขนาด 7 ช่องการจราจร ทางด้านเหนือหรือ "สะพานภูมิพล 1" เชื่อมระหว่างแขวงบางโพงพาง เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร กับตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ทางด้านใต้หรือ "สะพานภูมิพล 2" เชื่อมระหว่างตำบลทรงคนองกับตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 แต่ก่อนหน้านั้นได้เปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549
ในวันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทางชลมารค โดยเรือพระที่นั่งอังสนาของกองทัพเรือ ทรงทำพิธีเปิดสะพานภูมิพล และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ณ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ

เรือ Benetti Diane Luxury


   
     เรือ สำราญสุดหรูลำนี้ สร้างจากบริษัทเรือยอร์ชชั้นเยี่ยมของโลกนาม Azimut Benetti ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เรือยอร์ช Benetti Diane Luxury ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต เพื่อสร้างให้มันเป็นหนึ่งในบรรดาเรือยอร์ชที่ดีที่สุุุุุด และมีระบบควบคุมทั่วทั้งลำทันสมัยที่สุด ลูกค้ามหาเศรษฐีที่ซื้อเรือลำนี้ สามารถเลือกวัสดุและการตกแต่งภายใน ที่มีแบบแปลนให้เลือกมากมาย

     โครง สร้างและการออกแบบภายนอกจากวิศวกรของบริษัท Azimut ชื่อ Stefano Natucci ใช้วัสดุประเภทอลูมินัมอัลลอย มาขึ้นรูปเป็นโครงเรือทั้งลำ ความยาวตลอดลำตัวเรืออยู่ที่ 141.8 ฟุต กว้าง 30.45 ฟุต และกินน้ำลึก 7.55 ฟุต บรรทุกผู้โดยสารได้ 10 คน พร้อมลูกเรืออีก 8 คน ภายในมีห้องนอนขนาดใหญ่ 1 ห้องพร้อมห้องน้ำภายใน ห้องนอนขนาดกลางอีก 2 ห้อง พร้อมห้องน้ำในตัวและห้องนอนเตียงเดี่ยวขนาดเล็กอีก 2 ห้อง ตกแต่งอย่างอลังการด้วยวัสดุและเฟอร์นิเจอร์ชั้นสูง ส่วนห้องพักของลูกเรือแยกออกไปอยู่ในบริเวณส่วนหัวชั้นล่าง

      Benetti Diane Luxury ติดตั้งระบบกันโคลงจากคลื่นทะเล Naiad Marine Stabilization ซึ่งมีการทำงานในระหว่างที่เรือแล่นฝ่าคลื่นลมและทำใ ห้ตัวเรือมีอาการโคลงลด ลง เพิ่มความเสถียรให้กับเรือในขณะที่แล่นไปบนผิวน้ำ ระบบปรับอากาศภายในเคบินแบบ Entire Yacht with Individual Cabins Controls ทั่วทั้งลำเพื่อความสะดวกสบาย เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบดีเซล MTU 16V 4000 M90 สองเครื่องยนต์ ให้กำลัง 5,400 แรงม้า พร้อมด้วยเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าแบบเจนเนอร์เรเตอร์ 80 แรงม้า อีกหนึ่งเครื่อง

     เรือยอร์ช Benetti Diane Luxury มีตำแหน่ง หรือ Cockpit ในการควบคุมตัวเรือถึงสองตำแหน่ง จุดแรกอยู่บนส่วนท้ายของชั้นดาดฟ้าที่เปิดโล่ง จุดที่สองสามารถย้ายการควบคุมมาที่ห้องควบคุมส่วนกลา งที่ปิดทึบยามเกิดพายุ หรือสภาพอากาศไม่ดี ระบบที่ใช้งานในการนำร่องมีความทันสมัยเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์เดินเรือแบบ ดิจิตอลคอนโทรล จอแอลซีดีแจ้งเตือนต่างๆ 6 จอ ระบบนำร่องอัตโนมัติที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบดาวเทียม กำหนดพิกัดที่แม่นยำ วิทยุ และโทรศัทพ์ดาวเทียม เรดาร์สามมิติที่แจ้งเตือนทั้งทิศทาง ความเร็ว และความลึกของระดับน้ำทะเลในขณะที่เรือแล่นผ่าน

     นอกจากนั้น ยังมีเรือเล็กที่สามารถบรรทุกไปได้พร้อมกับเรือใหญ่ ประกอบไปด้วยเรือเร็วขนาดเล็ก Novurania CL 600 tender เครื่องยนต์อินบอรด์ท 190 แรงม้า เรือเจ็ทสกี Kawasaki 800 SXR เครื่องยนต์ 800cc สำหรับเศรษฐีที่ชื่นชอบกีฬาทางน้ำ ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเช่าต่อ 1 อาทิตย์ประมาณ 135,000 ยูโร หรือถ้าอยากจะครอบครอง ก็คงต้องถอนขนหน้าแข้งสัก 27 ล้านยูโร เพื่อการเป็นเจ้าของเรือ Benetti Diane Luxury อย่างเต็มภาคภูมิ

เรือ Wally Power 118



Wally Power 118
       เรือ สำราญของเหล่าคนมีอันจะเหลือกิน ของบริษัทเรือยอร์ชในโมนาโค ฝรั่งเศส ที่มีการออกแบบแปลกประหลาด ด้วยการนำรูปทรงที่คล้ายกับเครื่องบินรบล่องหน หรือ Stealth Design มาใช้ เรือ Wally Power 118 เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมทั่วทั้งลำ ทำให้มันมีพื้นที่ในการสะท้อนเรดาร์ตรวจจับน้อยลงกว่ าลำตัวของเรือยอร์ชแบบ ปกติ (ไม่ทราบว่าจะทำไปเพื่ออะไร) ด้วยการออกแบบตัวเรือในลักษณ์ดังกล่าว ทำให้เรือ Wally Power 118 ได้รับรางวัลการออกแบบ Millennium Yacht Design Award และผ่านการทดสอบการแล่นด้วยความเร็วสูงบนผิวน้ำ ในสถาบันการทดสอบของมหาวิทยาลัยแห่ง Goteborg ประเทศ Sweden

       ระบบควบ คุมภายในตัวเรือทั้งหมด ก็ผ่านการทดสอบอย่างหนักจาก Ferrari facility ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในเมือง Maranello ประเทศ Italy ความยาวทั้งลำเรือ ตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้ายยาวถึง 118 ฟุต เครื่องยนต์ gas turbines generator ที่ใช้งานในอากาศยานจำนวนสามเครื่อง ให้แรงขับประมาณ 17,000 แรงม้า ในระบบ driving water jets ซึ่งถือได้ว่าเป็นอภิมหาเรือยอร์ชที่มีกำลังและมีความเร็วสูงติดอันดับโลก

       แรงม้าที่มากมายมหาศาล ใช้ในการขับเคลื่อนลำเรือของ Wally Power 118 ที่มีน้ำหนักถึง 95 ตันให้สามารถวิ่งไปบนผิวน้ำด้วยความเร็วกว่า 75 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้มันกลายสภาพมาเป็นเครื่องจักรบนผิวน้ำ ที่มีความเร็วมากกว่าเรือเร็วโจมตีของกองทัพเรือทั่ว โลก บนตัวเลขกว่า 70 น็อตต่อชั่วโมง ทำให้มันขึ้นถึงจุดสูงสุดของความเร็วในประเภทเรือยอร ์ชที่เรือใหญ่ขนาดนี้จะ สามารถทำได้

        ภายในเคบินตกแต่งอย่างหรูหราด้วยสไตล์สีโทนดำ ขาวบวกงานไม้สีโทนอ่อนชั้นดี หนังแท้เกรดสูง และอลูมิเนียม ห้่องส่วนกลางของลำเรือ เป็นห้องรับแขกและห้องนั่งเล่น ที่ใช้กระจกกันแดดสีเข้ม เป็นหลังคาแบบ Panorama ที่ผู้โดยสารไปกับเรือลำนี้ สามารถเพิ่มมุมมองภายนอกได้ 360 องศารอบตัว ส่วนสะพานเดินเรือหรือห้องบังคับการ จะอยู่ตรงกึ่งกลางของตัวเรือ เพื่อความเสถียรยามแล่นด้วยความเร็ว ระบบเดินเรือที่ทันสมัย พร้อมพรั่งไปด้วยเรดาร์ทั้งบนผิวน้ำและใต้น้ำ ระบบสื่อสารทางไกลด้วยดาวเทียม ระบบนำร่องแบบดิจิตอล ห้องนอนขนาดใหญ่ก็ยังใช้กระจกเป็นวัสดุที่ใช้ประกอบก ันขึ้น เป็นทั้งผนังและเพดานติดตั้งระบบปรับอากาศทั่วทั้งลำ ในราคาประมาณ 17.7 ล้านยูโร

เครื่องบินรบใหม่ของไทย

       
        เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 52 รัฐบาลไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินรบ Jas-39 Gripen (อ่านเป็นไทยว่า ยาส39 กริเพน ประจำการภายใต้รหัส บข20:บินขับไล่20) จำนวนทั้งหมดหกลำจากประเทศสวีเดนเป็นเงิน 19.5 พันล้านบาท เพื่อทดแทน F5 ที่เราใช้มานานกว่า 40 ปีจนเรียกได้ว่าอายุคราวพ่อของใครหลายคน ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยก็พิจารณา ซู30 จากรัสเซียและ F16C/D จากสหรัฐอยู่เช่นกัน แต่แล้วทำไมไทยไม่ซื้อ F-16 ล่ะ เรามารู้จักกับ Jas-39 Gripen กันดีกว่า
       - กริเพนไม่มีหางหลัง แต่ใช้ปีกเสริมด้านหน้า(Canard)เพิ่มความคล่องตัวและแรงยก
       - JAS ย่อจาก Jakt (อากาศสู่อากาศ), Attack (อากาศสู่พื้น), and Spaning (ลาดตระเวน)
       - ความเร็วสูงสุด: มัค 2 (เร็วกว่าเสียงสองเท่า)
       - พิสัยปฏิบัติการ: 800 กิโลเมตร
       - เพดานบิน: 15 กิโลเมตร
       - บรรทุกน้ำหนัก(อาวุธ/น้ำมัน)ได้: 8ตัน รวมน้ำหนักเครื่องบิน 14 ตัน
       - อัตราการไต่ระดับ: 20,000 ฟุตต่อนาที
       - ค่าดูแลรักษา: 90,000บาทต่อหนึ่งชั่วโมงบิน
       - เข้าประจำการครั้งแรก: ปี1997

       จะเห็นได้ว่าเจ้ากริเพนมีความเร็วเท่ากับ F16 และช้ากว่า SU30(2.35 มัค) เล็กน้อย แต่ต้องอย่าลืมว่าเครื่องซูเป็นแบบสองเครื่องยนต์ต้องการเชื้อเพลิงและค่าการบำรุงรักษาสูงกว่าหลายเท่า
และการมีค่าดูแลรักษาเครื่องบินต่ำจึงสำคัญ (90,000 บาทอย่าคิดว่าแพง F16 ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง 130,000 บาทส่วนเครื่องรัสเซียก็เหยียบๆ 3-4 แสนบาท!)

การสร้างรางรถไฟ

การขนส่งทางท่อ


    การขนส่งทางท่อ (Pipeline Transportation) เป็นระบบขนส่งที่มีลักษณะเฉพาะ เนื่องจากสินค้าที่ขนส่งต้องอยู่ในรูปของเหลว โดยบริเวณที่ท่อผ่านจะต้องมีความชันไม่มากเกินไป เพื่อให้ของเหลวที่ไหลผ่านท่อไม่ไหลย้อนกลับและไม่มีการขนส่งเที่ยวกลับ สินค้าที่นิยมขนส่งทางท่อ ได้แก่ น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

รถไฟฟ้าใต้ดินของไทย



รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (พุทธมณฑล-หลักสอง-หัวลำโพง-บางซื่อ-ท่าพระ)   หรือ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีน้ำเงิน ซึ่งเรียกตามสีที่กำหนดในแผนแม่บทโครงการระบบขนส่งมวลชนทางราง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และประชาชนนิยมเรียกว่า รถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร และเป็นระบบใต้ดินแห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BMCL) โดยได้รับสัมปทานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) และหลังจากที่เกิดความล่าช้าขึ้นหลายครั้ง ในที่สุดได้เปิดให้สาธารณชน  ใช้งานในวงจำกัดเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ปัจจุบันมีระยะทางรวม 21 กิโลเมตร เส้นทางเริ่มต้นจากสถานีหัวลำโพง ถึงสถานีบางซื่อ มีสถานี 18 สถานี สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ที่สถานีสีลม/ศาลาแดง,สุขุมวิท/อโศก และสวนจตุจักร/หมอชิต และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่สถานีเพชรบุรี/มักกะสัน สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้ 80,000 คนต่อทิศทางต่อชั่วโมง
สำหรับนามเฉลิมรัชมงคล เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพื่อเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของโครงการรถไฟฟ้ามหานคร ระยะแรก สายหัวลำโพง-ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์-บางซื่อ มีความหมายว่า “งานเฉลิมความเป็นมงคลแห่งความเป็นพระราชา”
ปัจจุบันเส้นทางสายสีน้ำเงินมีโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายทั้งเส้นทางใต้ดินและยกระดับ จากปลายทางด้านทิศเหนือ (สถานีบางซื่อ) ไปยังถนนจรัญสนิทวงศ์และแยกท่าพระ และจากปลายทางด้านทิศใต้ (สถานีหัวลำโพง) ไปยังท่าพระ และบางแค ซึ่งทั้งสองเส้นทางจะเชื่อมต่อกันที่สถานีท่าพระเกิดเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าวงแหวนในอนาคต และอยู่ในระหว่างการเจรจาซื้อคืนสัมปทานโครงการกลับมาเป็นทรัพย์สินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย แล้วดำเนินการว่าจ้างในรูปแบบ PPP Gross-Cost แทน เพื่อให้รัฐบาลสามารถเข้าไปคุมค่าโดยสารได้อย่างสะดวก และไม่มีปัญหาเรื่องตั๋วร่วมอีกต่อไป

รถไฟฟ้าบีทีเอส


   
         รถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทยที่ดำเนินการ โดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโครงการที่ลงทุนโดยเอกชนทั้ง 100 % เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ใน 2 เส้นทาง คือสายสุขุมวิท ระยะทาง 17 กม. ได้รับชื่อพระราชทานว่า "รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา สาย ๑" และเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2554 ได้เปิดให้บริการส่วนต่อขยาย สายสุขุมวิทอย่างเป็นทางการ ระยะทาง 5.25 กม. จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง และสายสีลม ระยะทาง 6.5 กม. ซึ่งได้รับชื่อพระราชทานว่า "รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา สาย ๒" และเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2552 ได้เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีลมอย่างเป็นทางการ ระยะทาง 2.2 กม. จากสถานีสะพานตากสินถึงสถานีวงเวียนใหญ่ ซึ่งทำให้มีระยะทางในการให้บริการรวม 30.95 กม. ใน 30 สถานี
         ระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นระบบขนส่งมวลชนความจุสูงแบบมาตรฐาน ที่ใช้กันแพร่หลายในเมืองใหญ่ทั่วไป ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน วิ่งบนรางคู่ยกระดับ แยกทิศทางไปและกลับ โดยมีรางป้อนกระแสไฟฟ้าอยู่ด้านข้าง (Third Rail System) สามารถให้บริการแก่ผู้โดยสารได้มากกว่า 1,000 คน ต่อขบวน ในขณะที่การเดินทางโดยรถยนต์ ต้องใช้รถยนต์จำนวนมากถึง 800 คัน เพื่อขนส่งผู้โดยสารในจำนวนที่เท่ากัน นับได้ว่าการให้บริการของรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นการพลิกโฉมรูปแบบการเดินทาง และเป็นการปฏิวัติมาตรฐานการให้บริการของระบบขนส่งมวลชน  นอกจากการให้บริการที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์รวมของธุรกิจการค้า ย่านที่พักอาศัย และแหล่งช้อปปิ้งชั้นนำแล้ว เรายังมีโครงการส่วนต่อขยายเพื่อขยายพื้นที่สำหรับให้บริการ และเข้าถึงผู้โดยสารได้มากยิ่งขึ้น

ท่าอากาศยานนานาชาตินะริตะ


ท่าอากาศยานนานาชาตินะริตะ เป็นสนามบินนานาชาติ ตั้งอยู่ที่เมืองนะริตะ จังหวัดจิบะ ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินการโดย บริษัท ท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ จำกัด (มหาชน) ซึ่งแปรสภาพมาจาก องค์การบริหารงานท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียวแห่งใหม่
ท่าอากาศยานนานาชาตินะริตะเป็นสนามบินหลักที่ให้บริการผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เดินทางเข้าและออกจากประเทศญี่ปุ่น และเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างทวีปเอเชียและอเมริกา เป็นสนามบินที่รองรับเที่ยวบินสำหรับผู้โดยสารมากอันดับ 2 ของญี่ปุ่น (รองจากสนามบินฮะเนะดะ) เป็นสนามบินที่รองรับการขนส่งทางอากาศเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นและอันดับ 3 ของโลก
ท่าอากาศยานนานาชาตินะริตะเป็นท่าอากาศยานหลักของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ และสายการบินนอร์ธเวสต์แอร์ไลน์ และยังเป็นท่าอากาศยานรองของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ อีกด้วย
ท่าอากาศยานานาชาตินะริตะ เคยใช้ชื่อว่า New Tokyo International Airport (新東京国際空港 Shin-Tōkyō Kokusai Kūkō) จนกระทั่งปีค.ศ. 2004 ถึงแม้สนามบินนะริตะจะให้บริการผู้โดยสารที่เดินทางเข้าออกเมืองโตเกียวเป็นหลัก แต่ตัวสนามบินเองไม่ได้อยู่ในโตเกียว (การเดินทางจากนะริตะไปยังใจกลางเมืองโตเกียวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถไฟที่เร็วที่สุด) ส่วนสนามบินฮะเนะดะ หรือ Tokyo International Airport ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว และเป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารมากเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นและอันดับ 4 ของโลก ให้บริการผู้โดยสารในประเทศเป็นหลัก

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ



ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ   เป็นสนามบินตั้งอยู่ที่ถนนบางนา-บางปะกง ในเขตตำบลหนองปรือและตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ห่างจากใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครประมาณ 25 กิโลเมตร เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 รัฐบาลได้กำหนดให้ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศไทยแทนท่าอากาศยานดอนเมือง และตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางการบินในทวีปเอเชีย อีกทั้งการเน้นพัฒนาคุณภาพการให้บริการของท่าอากาศยานให้ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่มีคุณภาพการบริการดีที่สุดในโลกในปี พ.ศ. 2553
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิออกแบบโดยเฮลมุต ยาห์น มีหอควบคุมที่สูงที่สุดในโลก (132.2 ม.) และอาคารผู้โดยสารเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก (563,000 ม.²) ปัจจุบันเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (สามารถรองรับเที่ยวบิน 76 เที่ยวต่อชั่วโมง และผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี) และศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ (สามารถรองรับสินค้าได้ 3 ล้านตันต่อปี) นอกจากนี้ ยังมีทางหลวงพิเศษที่ทันสมัย ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยาน กรุงเทพมหานคร และนิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ดสายการบินหลายแห่ง ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ และไทยแอร์เอเชีย ได้เลือกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบิน

ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง



ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นท่าเรือน้ำลึกหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา และ อำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรี อยู่ภายใต้การดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในเรื่องการบริหารท่าเรือโดยรวม และมีเอกชนรับผิดชอบในเรื่องปฏิบัติการ เปิดดำเนินการท่าเทียบเรือ B1 เป็นท่าแรกเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2534 โดยท่าเรือแหลมฉบังได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากรัฐบาลในการเป็นท่าเรือหลักของประเทศแทนท่าเรือกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539  ในปี พ.ศ. 2551 มีปริมาณขนถ่ายสินค้าทั้งสิ้น 4,629,244.70 เมตริกตัน มีปริมาณเรือเทียบท่ากว่า 8,118 ลำ
บริเวณโดยรอบท่าเรือแหลมฉบังได้รับการพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจแหลมฉบัง ซึ่งมีการพัฒนาที่พักอาศัย สาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนศูนย์ราชการ เพื่อการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเศรฐกิจที่สำคัญในอนาคต

การขนส่งด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์


      การขนส่งทางทะเลจัดเป็นการขนส่งที่มีความสำคัญที่สุดและใช้มากที่สุด เมื่อเทียบกับรูปแบบการขนส่งอื่นๆ เนื่องจากมีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำและสามารถขนส่งสินค้าได้คราวละมากๆ โดยรูปแบบการขนส่งทางทะเลในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการขนส่งด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ (Container Box) โดยสินค้าที่จะขนส่งจะต้อง มีการนำมาบรรจุตู้ (Stuffing) และมีการขนย้ายตู้ขึ้นไว้ บนเรือ Container Ship ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษ สำหรับใช้ในการขนส่งสินค้าด้วย ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งท่าเรือที่จะมารองรับเรือประเภทนี้ จะต้องมีการออกแบบ ที่เรียกว่า Terminal Design เพื่อให้มีความเหมาะสมทั้งในเชิงวิศวกรรมและ สิ่งแวดล้อม โดยจะต้องประกอบด้วย ท่าเทียบเรือ เขื่อนกั้นคลื่น รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งผู้ที่ศึกษาในด้าน Logistics จะต้องให้ความสนใจในการที่จะศึกษาเกี่ยวกับการขนส่งด้วยระบบคอนเทนเนอร์ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยในบทนี้จะได้นำเรื่องราวที่เกี่ยวกับการ ขนส่งด้วยระบบคอนเทนเนอร์พอเป็นสังเขป ให้เข้าใจใน เบื้องต้น

โบอิง 777



โบอิง 777 เป็นอากาศยานแบบลำตัวกว้าง ใช้เครื่องยนต์ 2 ตัว มีพิสัยบินระยะไกล ผลิตโดยฝ่ายผลิตเครื่องบินพาณิชย์โบอิง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องบินเชิงพาณิชย์ลำแรกที่มีการออกแบบและพัฒนาบนคอมพิวเตอร์ทุกขั้นตอน โดยโปรแกรมเขียนภาพสามมิติ CATIA และมีสายการบินขนาดใหญ่อย่างยูไนเต็ดแอร์ไลน์,อเมริกันแอร์ไลน์, เดลต้า แอร์ไลน์, ออลนิปปอนแอร์เวย์, บริติช แอร์เวย์, เจแปนแอร์ไลน์, แควนตัส และคาเธย์แปซิฟิก มีส่วนร่วมในการพัฒนาเครื่องบินรุ่นนี้ ทำให้ 777 เป็นเครื่องบินที่ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ทั้งนี้นับจนถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2550 มีเพียงแควนตัสเพียงสายการบินเดียวที่มีส่วนร่วมในการออกแบบ แต่ยังไม่เคยสั่งซื้อเครื่อง 777 เลย
โบอิง 777 สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 301 - 368 คน ในการจัดที่นั่งแบบสามชั้นบิน และมีพิสัยบิน 9,650 ถึง 17,450 กิโลเมตร (5,210 ถึง 9,420 ไมล์ทะเล) ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเป็นเครื่องบินโดยสารที่มีพิสัยบินไกลที่สุดในโลก (รุ่น 200LR)
คู่แข่งสำคัญของโบอิง 777 ก็คือ แอร์บัส เอ 330-300, แอร์บัส เอ 340 และบางรุ่นของแอร์บัส เอ 350 XWB ทั้งนี้คาดการณ์ว่ารุ่น 777 (และ 747) อาจจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องบินตระกูลใหม่ Y3 โดยมีเทคโนโลยีเช่นเดียวกับ 787

แอร์บัส A380


    
  เครื่องบิน แอร์บัส A380 เป็นเครื่องบินห้องโดยสารสองชั้นขนาดใหญ่ ผลิตโดยแอร์บัสแอสอาแอส เครื่องบินสี่เครื่องยนต์ลำนี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 800 คน หรือ 500 คนถ้าวางที่นั่งแบบ 3 ชั้นผู้โดยสารตามเครื่องบินพาณิชย์ปกติ เครื่องบินรุ่นนี้ได้ผ่านกำหนดการทดสอบการบินเที่ยวแรกในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2548 โดยบินขึ้นจากเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส และได้ส่งมอบให้สิงคโปร์แอร์ไลน์เป็นสายการบินแรกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เรือ Barge หรือ Lighter

  
      เรือ Barge หรือ Lighter เป็นเรือลำเลียงสินค้าทีมีต้นทุนต่ำเหมาะสำหรับการลำเลียงสินค้าประเภท (Bulk) การนำเข้าและส่งออกสินค้าส่วนมากจะใช้เรือ Barge หรือ Lighter เป็นภาหนะในการลำเลียงสินค้า เพื่อนำไปขนถ่ายขึ้นเรือเดินสมุทรหรือในทางกลับกันจะขนถ่ายจากเรือเดินสมุทรมายัง Barge หรือ Lighter เพื่อลำเลียงมายังท่าเรือแม่น้ำหรือที่มักเรียกกันว่า Jetty เพื่อกระจายและส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าต่อไป เราให้บริการ Barge หรือ Lighter โดยใช้บริษัทผู้รับเหมา ซึ่งเป็นบริษัทพันทมิตรมากว่า 15 ปี และเราเป็นผู้ดำเนินการวางมาตรฐาน ของงานแต่ละประเภท โดยมีการจัดการตามมาตรฐาน ISO 9001-2000 | 14001-2004 เรามีการให้บริการขนส่งสินค้าทางน้ำทั้งภายในประเทศ รวมไปถึงการนำเข้าและส่งออก ปีละไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภท ถ่านหิน, แร่ชนิดต่างๆ, ปุ๋ยเคมี, พืชผลทางการเกษตร ประมาณ 95% และ สินค้าชนิด Consumer เช่น น้ำดื่ม,เครื่องดื่มน้ำอัดลม,เบียร์ และวัสดุก่อสร้างอีก 5% เรามี Barge หรือ Lighter ให้บริการลูกค้ารวมระวางกว่า 50,000 ตัน ที่ใช้หมุนเวียนในการขนถ่ายสินค้า โดยมีระวางตั้งแต่ 1,500 ตัน จนถึง 3,000 ตัน

ชิงกันเซ็ง (ญี่ปุ่น: 新幹線 shinkansen )



ชิงกันเซ็ง (ญี่ปุ่น: 新幹線 shinkansen ?) เป็นเครือข่ายของรถไฟความเร็วสูงในญี่ปุ่นซึ่งดำเนินการโดย 4 กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น นับตั้งแต่ได้เปิดใช้โทไกโด ชิงกันเซ็ง ในปี ค.ศ. 1964 รถไฟคันนี้สามารถวิ่งด้วยความเร็ว 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้น เครือข่ายของระบบรถไฟนี้ก็ได้ขยายออกไปจนครอบคลุมพื้นที่สำคัญต่าง ๆ ของประเทศตามเมืองใหญ่ ๆ ในเกาะฮนชู เกาะคีวชู ความยาวเส้นทางรวม 2,459 กิโลเมตร โดยสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้จะเกิดแผ่นดินไหวหรือพายุไต้ฝุ่น ก็สามารถวิ่งได้ตามปกติ ในรางปกตินั้นรถไฟสามารถเร่งความเร็วได้ถึง 443 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ทำการทดสอบในปี 1996) แต่สามารถเร่งความเร็วได้ถึง 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเป็นความเร็วสถิติโลกเมื่อวิ่งด้วยรางรถไฟแม่เหล็ก (แมกเลฟ) ในปี 2003
ชิงกันเซ็ง มีความหมายว่า "ทางรถไฟสายใหม่" ดังนั้น ตามความหมายอย่างเป็นทางการ ชิงกันเซ็ง จะเป็นชื่อที่ใช้เรียกระบบรางรถไฟเท่านั้น ส่วนตัวรถไฟจะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "รถไฟความเร็วสูง" หรือ "รถไฟซูเปอร์เอกซ์เพรส" (超特急, chō-tokkyū) อย่างไรก็ตาม ทั้งสองชื่อก็ไม่ได้ทำให้เกิดความสับสนแต่อย่างใด สามารถเรียกใช้แทนกันได้แม้แต่ในญี่ปุ่นก็ตาม
เมื่อเปรียบเทียบกับทางรถไฟสายเก่าแล้ว ชิงกันเซ็งจะมีความแตกต่างตรงที่รางรถไฟจะมีความกว้างเป็นแบบมาตรฐาน และมีการขุดอุโมงค์เข้าไปหรือสร้างสะพานข้ามเมื่อเจอสิ่งกีดขวางแทนที่จะอ้อมไปแบบแต่ก่อน ทำให้เส้นทางรถไฟของชิงกันเซ็งจะมีความคดเคี้ยวน้อยกว่า และช่วยร่นระยะทางให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

เครื่องบินคองคอร์ด


เครื่องบินคองคอร์ด (อังกฤษConcorde) เป็นเครื่องบินขนส่งชนิดมีความเร็วเหนือเสียง เป็นหนึ่งในสองแบบของเครื่องบินเหนือเสียงที่ใช้เป็นเครื่องบินโดยสาร และนำมาให้บริการในเชิงพาณิชย์ โดยใช้เวลาศึกษาวิจัยเป็นเวลา 7 ปี เครื่องคองคอร์ดต้นแบบเครื่องแรกบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1969 ทดสอบและพัฒนาอีก 4 ปี โดยคองคอร์ดเครื่องแรกออกจากสายการผลิตและเริ่มบินทดสอบเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1973 รวมตั้งแต่เริ่มโครงการจนนำมาผลิตใช้เวลากว่า 13 ปีเต็มใช้เงินในการพัฒนากว่า 1,000 ล้านปอนด์ 
เครื่องบินคองคอร์ดมีความเร็วปกติที่ มัค 2.02 และเพดานบินสูงสุด 60,000 ฟุต (18,288 เมตร) มีปีกสามเหลี่ยม และเป็นวิวัฒนาการจากเครื่องบิน Afterburner ที่เดิมนั้นพัฒนาขึ้นสำหรับใช้ในเครื่องบินทิ้งระเบิด Avro Vulcan นับเป็นเครื่องบินพลเรือนแบบแรกที่ติดระบบควบคุมการบินอะนาลอกแบบฟลายบายไวร์ (fly-by-wire)
การบินเชิงพาณิชย์ของคองคอร์ด ดำเนินการโดยบริติชแอร์เวย์ (British Airways) และแอร์ฟรานซ์ (Air France) เริ่มต้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1976 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2003 และมีเที่ยวบิน “เกษียณอายุ” เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2003 เที่ยวบินลอนดอน-นิวยอร์ก และปารีส-นิวยอร์ก ใช้เวลาเดินทางเฉลี่ยประมาณ 3.5 ชั่วโมง
เครื่องบินคองคอร์ด และเครื่องบินคู่แข่ง คือ ตูโปเลฟ ตู-144 มีข้อจำกัดในการออกแบบด้านพลศาสตร์ ซึ่งส่วนหัวของเครื่องบินจะต้องเชิดขึ้น ส่งผลให้ทัศนวิสัยของนักบินไม่ดี ผู้ออกแบบได้แก้ไขโดยเพิ่มกลไกปรับส่วนหัวของเครื่องบิน ให้กดลงมา เพื่อให้นักบินมองเห็นสนามบินขณะเครื่องบินขึ้น ลงจอด และขณะอยู่บนแทกซี่เวย์ ส่วนหัวของคองคอร์ดปรับทำมุมกดได้ 12.5°

เรือบรรทุกเครื่องบิน [Aircraft Carrier]


    เมื่อกล่าวถึงเรือรบของกองทัพเรือทั่วโลก มีเรือหลากหลายลักษณะที่ถูกสร้างมาเพื่อให้สามารถสนับสนุนการกิจของกองทัพเรือได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันประเภทของเรือรบจึงถูกแบ่งได้นับสิบประเภทตามภารกิจ แต่โดยปกติแล้วจะมีเพียง 7 ประเภทหลักๆเท่านั้น ได้แก่ Aircraft Carriers, Cruisers, Destroyers, Frigates, Corvettes, Submarines และ Amphibious assault ships แต่เรือรบที่นับว่าเป็นหัวใจหลักและมีความสำคัญในการรบทางเรืออย่างแท้จริง คงต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือที่มีคุณค่าทางยุทธการสูงของกองเรือรบในทะเล  
       เรือบรรทุกเครื่องบิน (Aircraft carrier) ในความหมาย คือ เรือรบที่ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นฐานบินในทะเล สามารถรับส่งอากาศยานเพื่อวางกำลังทางอากาศ และเพิ่มระยะทำการของกำลังทางเรือให้สามารถสนับสนุนการใช้กำลังทางอากาศให้ได้ระยะทางมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาฐานบินบนบก เรือบรรทุกเครื่องบินถูกพัฒนาจากเรือที่ทำด้วยไม้ จนกระทั่งเป็นเรือพลังงานนิวเคลียร์ที่สามารถบรรทุกอากาศยานได้ทั้งปีกนิ่ง (Fixed wing) และปีกหมุน (Rotary wing) และด้วยความที่เป็นเรือบัญชาการติดตั้งสนามบินเคลื่อนที่ เรือบรรทุกเครื่องบินจึงกลายเป็นเรืออันตรายต่อกองเรือของฝ่ายตรงข้ามไปโดยปริยาย แต่ในทางกลับกันเรือบรรทุกเครื่องบินก็กลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการถูกโจมตีจากกองกำลังของข้าศึกด้วยเช่นกัน ฉะนั้นคราใดที่เรือบรรทุกเครื่องบินออกเดินทางจึงจำเป็นต้องมีกระบวนเรือคุ้มกันเสมอ (Carrier battle group) เพราะเรือบรรทุกเครื่องบินมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองได้ในระยะใกล้เท่านั้น 

Monorail ในไทย


 ข้อดีของระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว 
1.เป็นระบบที่มีสมรรถนะในการขนส่งผู้โดยสารได้ 10,000-30,000 คน/ชั่วโมง/ทิศทาง ขึ้นอยู่กับรูปแบบของระบบ ควบคุมการเดินรถด้วยระบบอัตโนมัติทำให้มีความปลอดภัยสูง 

2.ตัวรถและโครงสร้างมีขนาดเล็กและเบา ทำให้ก่อสร้างง่าย รวดเร็ว ราคาถูกกว่าโครงสร้างทางวิ่งยกระดับของระบบขนส่งมวลชนแบบรางชนิดอื่นๆ มีรัศมีวงเลี้ยวของตัวรถที่น้อยกว่า ระบบรถไฟฟ้าขนาดเบาและรถไฟฟ้าขนาดหนัก ทำให้เวนคืนที่ดินน้อยกว่า

3.โครงสร้างทางวิ่งมีลักษณะโปร่ง ทำให้เกิดผลกระทบต่อทัศนียภาพใต้ทางยกระดับน้อย เพราะโครงสร้างจะมีเงาบดบังพื้นที่ด้านล่างไม่มาก ใช้ล้อยางทำให้มีเสียงดังน้อยกว่าระบบขนส่งมวลชนที่ใช้รางเหล็กและล้อเหล็ก